หลอดไฟ LED อัจฉริยะ iLightPlus กับเครื่องหมายมาตรฐาน CE

หลายๆท่านที่กำลังมองหา หรือเลือกซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆในปัจจุบัน คงต้องมีสิ่งที่คำนึงหลายอย่างทั้งปัจจัยทางด้านของคุณภาพ, ราคา, การใช้งาน, การรับประกัน และอีกหลายๆปัจจัย โดยที่อีกปัจจัยหนึ่งที่หลายๆคนมองข้ามกันเกี่ยวกับการเลือกซื้อสินค้า ประเภทอุปกรณ์ไฟฟ้ามองข้ามไปก็คือ มาตรฐานทางด้านความปลอดภัยนั่นเอง

 

หลอดไฟ LED ในท้องตลาดบ้านเรามีมากมาย หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น หลอดไฟ LED แบบธรรมดา หรือหลอดไฟ LED อัจฉริยะ โดยมีให้เลือกหลากหลายยี่ห้อ ซึ่งแต่ละยี่ห้อจะมีข้อแตกต่างกันไป แต่จะเห็นได้ว่าในแต่ละยี่ห้อในท้องตลาดบ้านเราจะมีมาตรฐานทางด้านความปลอดภัยที่รองรับอยู่

 หลอด led ilightplus

วันนี้จึงขอยกตัวอย่าง หลอดไฟ LED อัจฉริยะ ของ "iLightPlus" ซึ่งเป็นหลอดไฟอัจฉริยะที่มีฟังก์ชั่นมากมาย ให้สามารถแลือกใช้งานได้สะดวก และที่สำคัญคือ ได้รับมาตรฐานทางด้านความปลอดภัย ได้รับเครื่องหมาย CE โดยเราจะมารู้จักกับเครื่องหมาย CE นี้ว่ามีที่มา และมีความสำคัญอย่างไร

 ce

เครื่องหมาย CE มาจากคำในภาษาฝรั่งเศส ที่ย่อมาจากคำว่า “Conformite Europeene" โดยมีความหมายเดียวกันกับคำใน ภาษาอังกฤษคือ “European Conformity” แรกเริ่มได้ใช้เครื่องหมาย EC ต่อมาในภายหลังได้เปลี่ยนมาเป็นเครื่องหมาย CE อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2536 โดยเครื่องหมาย CE ที่ปรากฏอยู่บนสินค้า มีความสำคัญ และเปํนสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการรับรองจากผู้ผลิต ว่าสินค้านั้น มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของสหภาพยุโรป การมีเครื่องหมาย CE กำกับบนสินค้าจะทำให้สินค้านั้นสามารถวางจำหน่าย และสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรีในเขตเศรษฐกิจยุโรป หรือ European Economic Area (EEA)

 

จะเห็นได้ว่าเครื่องหมายมาตรฐาน CE แล้วว่ามีความสำคัญ และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานทางด้านความปลอดภัยของสินค้านั้นๆ จึงทำให้เรามั่นใจได้ว่า หลอดไฟ LED ของ iLightPlus นั้นมีมาตรฐานรองรับ ทั้งในด้านความปลอดภัย และมาตรฐานทางด้านของสินค้า จึงทำให้มั่นใจได้ว่า หลอดไฟ LED ของ ILightPlus มีคุณภาพ และมีความปลอดภัยแน่นอน และที่สำคัญ หลอดไฟ LED ของ iLightPlus มีอายุการรับประกันยาวนานถึง 2 ปี

 

สนใจดูรายละเอียดหลอดไฟอัจฉริยะ iLightPlus และสินค้ามาตรฐานอื่นๆได้ที่ http://www.ilightplus.com

Comment

Comment:

Tweet